ผู้บริหารท่าเรือ Long Beach เตือนสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนยังไร้ทางออก
Noel Hacegaba ซีอีโอท่าเรือ Long Beach ชี้ความไม่แน่นอนของภาษีนำเข้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานโลก แม้การเมืองสหรัฐฯ จะเปลี่ยนไป
สรุปข่าว
Noel Hacegaba ซีอีโอของท่าเรือ Long Beach หนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงปัญหาความไม่สงบในอ่าวเปอร์เซียและวิกฤตการขนส่งในคลองปานามา จะยังคงสร้างความผันผวนให้กับห่วงโซ่อุปทานโลกต่อไป
แม้จะมีความหวังว่าการเมืองสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไปจะช่วยลดความตึงเครียด แต่ภาคธุรกิจยังคงกังวลและหันมาใช้วิธีการกักตุนสินค้าแบบ 'Just-in-case' แทนการบริหารสต็อกแบบ 'Just-in-time' เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
ผลกระทบต่อภาคการขนส่ง
ท่าเรือ Long Beach บันทึกสถิติการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 997,000 ตู้ในเดือนกันยายน โดยคาดว่าปริมาณรวมทั้งปีจะทะลุ 10 ล้านตู้เป็นครั้งแรก
การเร่งนำเข้าสินค้าของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ เช่น Walmart และ Home Depot เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีศุลกากรที่จะมีการปรับเปลี่ยนรอบใหม่ในเดือนมกราคม
แผนรับมือความเสี่ยงระยะยาว
ท่าเรือได้วางแผนลงทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ร่วมกับผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ เพื่อพัฒนาระบบรางรถไฟเชื่อมต่อ 30 เมืองทั่วสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านคลองปานามาที่กำลังเผชิญปัญหาความแออัดและภัยแล้ง
นอกจากนี้ ท่าเรือยังมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปฏิกรณ์นิวเคลียร์มาใช้เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและเรือขนส่งสินค้าในอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับปริมาณการขนส่งที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี 2050
ผลกระทบ เชิงลบ
ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีและปัญหาการขนส่งทั่วโลกส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้นและสร้างความผันผวนให้กับห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อบริษัทค้าปลีกและภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้า
สิ่งที่ต้องติดตาม
- 9 มกราคม: วันที่มีการกำหนดบังคับใช้ภาษีนำเข้าใหม่
- ตัวเลขปริมาณตู้คอนเทนเนอร์รายเดือนของท่าเรือ
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน