ตลาดหุ้นเอเชียร่วงยกแผง หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง
สรุปข่าว
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ดัชนีหลักในเอเชีย อาทิ Nikkei 225, Hang Seng และ S&P/ASX 200 ปรับตัวลดลงถ้วนหน้า ขณะที่กลุ่มพลังงานเป็นเพียงกลุ่มเดียวในดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับกลุ่มค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมันและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐฯ โดยราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 32% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ราคาดีเซลพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นักลงทุนกำลังจับตาการรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนสิงหาคม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างมีนัยสำคัญ
ความเคลื่อนไหวในตลาดทุน
ในขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง หุ้นของ Meta Platforms ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.6% หลังเปิดตัว Muse ซึ่งเป็น AI ส่วนบุคคลสำหรับช่วยจัดการภารกิจประจำวัน
ด้านตลาดพันธบัตร ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังประกาศแผนซื้อคืนหนี้ระยะยาวมูลค่าสูงสุด 6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อพยายามควบคุมอัตราผลตอบแทนไม่ให้สูงเกินไปจนกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ
ผลกระทบ เชิงลบ
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งทั่วโลก รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นในภาพรวม
สิ่งที่ต้องติดตาม
- รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคม
- รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคม
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน