จับตาเทรนด์ Surveillance Pricing ห้างค้าปลีกสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามใช้ AI ปรับราคาตามพฤติกรรมลูกค้า
นักวิชาการและกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคในสหรัฐฯ กังวลการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อกำหนดราคาสินค้าแบบรายบุคคล ขณะที่สมาคมค้าปลีกโต้เป็นเพียงการเสนอส่วนลด
สรุปข่าว
ผู้บริโภคในสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับข้อกังวลเรื่อง Surveillance Pricing หรือการใช้ AI และอัลกอริทึมวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับราคาสินค้าแบบเรียลไทม์ตามความสามารถหรือความเต็มใจในการจ่ายของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งแตกต่างจาก Dynamic Pricing ที่ปรับตามอุปสงค์และอุปทานทั่วไป
กลุ่มนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเตือนว่าเทคโนโลยีนี้อาจทำให้ผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือกต้องจ่ายแพงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม สมาคมค้าปลีกแห่งชาติ (NRF) ยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีการปรับราคาในระดับบุคคลเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค และระบุว่าการใช้ข้อมูลส่วนใหญ่มีไว้เพื่อเสนอส่วนลดหรือคูปองที่เหมาะสมกับลูกค้าเท่านั้น
ท่าทีของยักษ์ใหญ่ค้าปลีก
Walmart ได้ออกมาปฏิเสธการใช้กลยุทธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยผู้บริหารระดับสูงยืนยันว่าบริษัทกำหนดราคาสินค้า ไม่ใช่กำหนดราคาตามตัวบุคคล
Walmart ย้ำว่าจะไม่นำข้อมูลส่วนบุคคล รายได้ หรือประวัติการซื้อของลูกค้ามาใช้ในการตั้งราคาแบบเฉพาะเจาะจง แม้จะมีข้อโต้แย้งจากกลุ่มนักวิจัยที่ระบุว่าบริษัทมีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีที่สามารถติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคได้ก็ตาม
ความเคลื่อนไหวทางกฎหมาย
ปัจจุบันหลายรัฐในสหรัฐฯ เช่น Maryland, Connecticut และ New Jersey เริ่มผลักดันกฎหมายเพื่อจำกัดหรือห้ามการใช้ราคาแบบเฉพาะเจาะจงแล้ว
ในระดับรัฐบาลกลาง คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลาง (FTC) ได้เสนอให้นโยบายบังคับให้ธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลหากมีการใช้การตั้งราคาแบบส่วนบุคคล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้กับผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้า
ผลกระทบ เป็นกลาง
ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความโปร่งใสและจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต แต่ยังไม่มีผลกระทบทางการเงินที่ชัดเจนต่อบริษัทค้าปลีกในขณะนี้
สิ่งที่ต้องติดตาม
- การออกกฎหมายควบคุม Surveillance Pricing ในระดับรัฐและระดับประเทศ
- นโยบายการเปิดเผยข้อมูลการตั้งราคาของ FTC
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน