ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปพุ่ง 52% รับอานิสงส์ราคาน้ำมันทำสถิติสูงสุดใหม่
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมันพุ่งสูง กระตุ้นผู้บริโภคยุโรปหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
สรุปข่าว
ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ในยุโรปเดือนสิงหาคมปรับตัวสูงขึ้น 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ยุโรปชี้ว่า สัดส่วนรถยนต์ที่เสียบปลั๊กได้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด
ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยในเยอรมนีราคาน้ำมันเบนซินแตะระดับ 2.31 ยูโรต่อลิตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ ทำให้ผู้บริโภคเร่งเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ถูกกว่าการเติมน้ำมันถึง 70%
ผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์
แม้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปยังเผชิญความท้าทายหนักจากต้นทุนการผลิตและการแข่งขันที่รุนแรง Stellantis ต้องบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์สูงถึง 2.54 หมื่นล้านยูโรในปีที่ผ่านมา ขณะที่ Volkswagen ประกาศแผนลดพนักงานทั่วโลกเพิ่มเป็น 1 แสนตำแหน่ง
นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนเริ่มเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทำสถิติครองส่วนแบ่งยอดขายรถใหม่เกือบ 12% ในเดือนสิงหาคม ด้วยกลยุทธ์ราคาที่เข้าถึงง่ายและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาตรการรับมือของภาครัฐ
รัฐบาลในหลายประเทศยุโรปเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น เยอรมนีอนุมัติแพ็กเกจเยียวยา 2.5 พันล้านยูโรสำหรับผู้ขับขี่และภาคธุรกิจ พร้อมอุดหนุนราคาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุด 6,000 ยูโร
ในฝรั่งเศสและอิตาลีมีการดำเนินนโยบายลดภาษีและสนับสนุนการผ่อนชำระรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อป้องกันปัญหาความไม่สงบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการประท้วงและการปิดท่าเรือในบางพื้นที่ของฝรั่งเศสแล้ว
ผลกระทบ เป็นกลาง
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเป็นบวกต่อผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ผลกระทบโดยรวมต่อหุ้นกลุ่มยานยนต์ยุโรปยังเป็นลบเนื่องจากต้นทุนการปรับโครงสร้างที่สูงและการแข่งขันจากแบรนด์จีนที่รุนแรง
สิ่งที่ต้องติดตาม
- มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลยุโรป
- ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์จีนในยุโรป
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน