ความเร็วในการก่อสร้างกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดลงทุนพลังงานยุคใหม่
ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ความเร็วในการติดตั้งโรงไฟฟ้าสำคัญพอๆ กับต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของพลังงานหมุนเวียน
สรุปข่าว
ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอัจฉริยะ โดยคาดว่าการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปี 2030 ทำให้ความสามารถในการสร้างโรงไฟฟ้าให้เสร็จทันเวลา (Time-to-power) กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจลงทุนมากกว่าแค่ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย (LCOE) แบบเดิม
พลังงานแสงอาทิตย์และลมมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างเนื่องจากเป็นระบบโมดูลาร์ที่สามารถติดตั้งขนานกันได้หลายจุด ทำให้เริ่มผลิตไฟฟ้าได้เร็วกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างยาวนานและมีความเสี่ยงด้านงบประมาณสูงกว่ามาก
วิกฤตคอขวดของก๊าซธรรมชาติ
แม้ก๊าซธรรมชาติจะเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ช่วยเสริมความมั่นคง แต่ปัจจุบันผู้ผลิตกังหันก๊าซรายใหญ่อย่าง Siemens Energy และ GE Vernova กำลังเผชิญกับปัญหาคอขวดอย่างหนัก โดยมีคำสั่งซื้อค้างส่งรวมกันหลายสิบกิกะวัตต์และระยะเวลาการรอคอยที่ยาวนานกว่า 3 ปี
สถานการณ์นี้ทำให้การวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพื่อรองรับความต้องการเร่งด่วนในอนาคตทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการหันไปหาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) มากขึ้น เพราะสามารถติดตั้งและเริ่มดำเนินงานได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี
ผลกระทบ เชิงบวก
บริษัทที่ทำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานได้รับประโยชน์จากความต้องการที่เร่งตัวขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตกังหันก๊าซแม้จะมีงานล้นมือแต่ก็เผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตที่ส่งผลต่อการส่งมอบ
สิ่งที่ต้องติดตาม
- นโยบายการขยายโครงข่ายไฟฟ้า
- ระยะเวลาการรอคอยกังหันก๊าซ
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน