บูม AI ดันความต้องการก๊าซ LNG ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งสูงถึงปี 2035
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ก๊าซ LNG กลายเป็นแหล่งพลังงานหลักแทนที่ก๊าซธรรมชาติในประเทศที่กำลังลดลง
สรุปข่าว
Wood Mackenzie คาดการณ์ว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และศูนย์ข้อมูลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะผลักดันให้ความต้องการก๊าซ LNG เพิ่มขึ้น 16% ต่อปีจนถึงปี 2035 โดยคาดว่ากำลังการผลิตศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นจาก 2.8 กิกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็น 9.4 กิกะวัตต์
เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานยังไม่เสถียรพอสำหรับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ก๊าซธรรมชาติจึงถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ในภูมิภาคนี้
ผลกระทบต่อไทยและภูมิภาค
ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย จำเป็นต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศเริ่มถึงจุดสูงสุดและกำลังลดลง โดยเฉพาะไทยที่คาดว่าสัดส่วนการใช้ LNG ในการผลิตไฟฟ้าอาจพุ่งเกิน 50% ภายในปี 2035
ในขณะที่มาเลเซียกำลังเร่งสร้างสถานีรับก๊าซ LNG เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานสายส่งไฟฟ้าที่ล้าสมัยอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การลงทุนศูนย์ข้อมูลในภูมิภาคนี้ล่าช้ากว่าเป้าหมาย
ผลกระทบ เชิงบวก
เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการธุรกิจก๊าซ LNG และบริษัทพลังงานที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการนำเข้า เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ปริมาณการนำเข้า LNG ของไทยและประเทศในอาเซียน
- ความคืบหน้าการลงทุนศูนย์ข้อมูลในภูมิภาค
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน