โครงข่ายไฟฟ้าอังกฤษวิกฤต ระบบส่งไฟไม่รองรับพลังงานสะอาดพุ่ง
อังกฤษเผชิญปัญหาโครงข่ายไฟฟ้าไม่เพียงพอ จนต้องจ่ายเงินชดเชยให้ฟาร์มกังหันลมหยุดผลิตไฟและหันไปใช้ก๊าซธรรมชาติแทน
สรุปข่าว
อังกฤษกำลังเผชิญปัญหาคอขวดในระบบส่งไฟฟ้าอย่างหนัก แม้จะมีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับการส่งพลังงานจากแหล่งผลิตไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ได้ ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบต้องจ่ายเงินชดเชยให้ฟาร์มกังหันลมหยุดผลิตไฟบ่อยครั้ง
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ดูแลระบบต้องจ่ายเงินสูงถึง 47.9 ล้านปอนด์เพื่อสั่งปิดฟาร์มกังหันลมในพื้นที่ที่มีไฟฟ้าล้น และต้องหันไปเปิดโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อื่นแทนเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้สุดท้ายจะถูกผลักไปเป็นค่าไฟฟ้าที่ครัวเรือนต้องแบกรับ
ปัญหาคอขวดและต้นทุนที่พุ่งสูง
ปัญหาหลักเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการผลิตไฟฟ้าในสกอตแลนด์ที่มีกำลังผลิตลมสูง กับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอังกฤษและเวลส์ โดยปัจจุบันมีสายส่งไฟฟ้าเชื่อมต่อระหว่างสกอตแลนด์และอังกฤษเพียงสองเส้นเท่านั้น
ต้นทุนในการบริหารจัดการคอขวดนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800,000 ปอนด์ต่อวันในช่วงปี 2026-2027 และคาดว่าค่าใช้จ่ายรวมในการปรับสมดุลโครงข่ายอาจพุ่งสูงถึง 3.2 พันล้านปอนด์ในปีหน้า
แผนเร่งลงทุนโครงข่าย
National Grid ได้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อขออนุมัติลงทุนเพิ่มอีก 4.5 พันล้านปอนด์ใน 19 โครงการทั่วอังกฤษและเวลส์ เพื่อขยายขีดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้า
การลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ที่บริษัทตั้งเป้าใช้เงินกว่า 3.1 หมื่นล้านปอนด์ระหว่างปี 2026 ถึง 2031 เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบ เชิงลบ
ต้นทุนการบริหารจัดการโครงข่ายที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและสะท้อนถึงความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดของประเทศ
สิ่งที่ต้องติดตาม
- แผนการอนุมัติงบลงทุน 4.5 พันล้านปอนด์จาก Ofgem
- ตัวเลขค่าใช้จ่ายในการปรับสมดุลโครงข่ายรายเดือน
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน