S&P Global เตือนวิกฤตอาหารโลกจากปัญหาพลังงานและเอลนีโญ
ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซกระทบห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยและเชื้อเพลิง ผนวกกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่ซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก
สรุปข่าว
รายงานจาก S&P Global ระบุว่าโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงวิกฤตอาหารครั้งใหม่จากปัจจัยลบที่รุมเร้า ทั้งราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากเอลนีโญที่รุนแรง การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ติดขัดส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารทั่วโลก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเอเชียใต้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและสภาพอากาศยังไม่เอื้ออำนวย อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหารในระดับโลกภายในปี 2027
ผลกระทบต่อต้นทุนการเกษตร
ราคาดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการทำฟาร์มพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากอุปทานจากตะวันออกกลางและรัสเซียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนต่างราคาดีเซลเทียบกับน้ำมันดิบเคยอยู่ที่ 12-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกันยายนที่ผ่านมา
เกษตรกรในหลายพื้นที่ถูกบีบให้ต้องลดการใช้ปุ๋ยหรือลดพื้นที่เพาะปลูกลงเพื่อประคองต้นทุน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตในอนาคต นอกจากนี้ นโยบายสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพยังทำให้ความต้องการพืชผลทางการเกษตรไปอยู่ในภาคพลังงานมากขึ้น ซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนอาหาร
ความเสี่ยงจากเอลนีโญ
แบบจำลองของ S&P Global คาดการณ์ว่าเอลนีโญจะทำให้ผลผลิตข้าวโพดในบราซิลลดลง 6-16 ล้านเมตริกตัน และผลผลิตข้าวสาลีในออสเตรเลียอาจลดลงเหลือ 22 ล้านเมตริกตัน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 28 ล้านเมตริกตัน
นอกจากนี้ ผลผลิตถั่วเหลืองในบราซิลและน้ำมันปาล์มในอินโดนีเซียและมาเลเซียต่างเผชิญความเสี่ยงขาลงอย่างหนัก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก
ผลกระทบ เชิงลบ
วิกฤตอาหารและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก
สิ่งที่ต้องติดตาม
- สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ
- รายงานดัชนีราคาอาหารโลกปี 2027
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน