ค่าขนส่งพุ่งกดดันราคาน้ำมันดิบโลก ผู้ผลิตต้องหั่นราคาขายเพื่อจูงใจผู้ซื้อ
ค่าระวางเรือที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องลดราคาขายหน้าโรงกลั่นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
สรุปข่าว
ค่าขนส่งน้ำมันดิบทางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเส้นทางจากอ่าวเปอร์เซียไปยังจีนที่ต้นทุนพุ่งแตะระดับ 33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนกันยายน ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบรวมค่าขนส่ง (Landed Cost) ไปถึงจีนสูงถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น Saudi Aramco ต้องปรับลดราคาขายอย่างเป็นทางการ (OSP) หรือยอมขายในราคาตลาดเพื่อจูงใจโรงกลั่นในเอเชีย ขณะที่โรงกลั่นเองก็ชะลอการซื้อและหันไปหาแหล่งน้ำมันที่ขนส่งใกล้กว่าหรือมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่า เพื่อควบคุมต้นทุนรวมให้ไม่สูงเกินกว่าที่รับได้
ผลกระทบต่อเส้นทางการค้า
ความผันผวนของค่าระวางเรือกำลังเปลี่ยนทิศทางการค้าพลังงานโลก โดยอินเดียเริ่มนำเข้าน้ำมันจากละตินอเมริกาและแอฟริกาตะวันตกมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนขนส่งที่ถูกกว่าการส่งต่อไปยังจีน
ในขณะเดียวกัน จีนยังคงพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซียและซาอุดีอาระเบียเป็นหลัก แต่เน้นการซื้อแบบจุดต่อจุด (Spot) เพื่อความยืดหยุ่น นอกจากนี้ ความล่าช้าในการขนส่งและค่าประกันภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ความน่าเชื่อถือของเวลาการส่งมอบกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่โรงกลั่นใช้ตัดสินใจซื้อมากกว่าแค่ราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
ผลกระทบ เชิงลบ
ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นบีบให้ผู้ผลิตน้ำมันต้องลดราคาขาย (Discount) เพื่อรักษาฐานลูกค้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ นอกจากนี้ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ทิศทางค่าระวางเรือ VLCC
- สถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน