Lockheed Martin เผยยอดคำสั่งซื้อขีปนาวุธพุ่งแตะ 8.79 หมื่นล้านดอลลาร์
ธุรกิจขีปนาวุธกลายเป็นรายได้หลักของ Lockheed Martin แซงหน้าธุรกิจเครื่องบินรบ F-35 พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีสกัดกั้นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่
สรุปข่าว
Lockheed Martin รายงานยอดคำสั่งซื้อรอส่งมอบ (Backlog) ในกลุ่มธุรกิจขีปนาวุธและระบบควบคุมการยิง (MFC) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน สูงถึง 8.79 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่ากลุ่มธุรกิจการบินที่ผลิตเครื่องบิน F-35 ซึ่งมีมูลค่า 5.44 หมื่นล้านดอลลาร์
การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากสัญญา THAAD มูลค่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่เซ็นสัญญาในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่ม MFC กลายเป็นหน่วยธุรกิจที่ทำกำไรสูงสุดด้วยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 14.5% โดยบริษัทเตรียมรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ใหม่
บริษัทเปิดตัว PAC-3 Edge ซึ่งเป็นระบบสกัดกั้นขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีความเร็วและระยะยิงไกลขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง โดยกองทัพบกสหรัฐฯ ได้บรรจุเข้าแผนการทดสอบในปี 2027
การพัฒนานี้ช่วยให้บริษัทครอบคลุมทุกระดับราคาและภัยคุกคาม ตั้งแต่โดรนไปจนถึงขีปนาวุธวิถีโค้ง ทำให้คู่แข่งเข้าถึงส่วนแบ่งตลาดได้ยากขึ้นและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
ผลกระทบ เชิงบวก
ยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านรายได้ในอนาคต แม้นักวิเคราะห์บางส่วนจะปรับลดราคาเป้าหมายลงเล็กน้อยก่อนการประกาศงบ แต่พื้นฐานธุรกิจยังคงแข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
สิ่งที่ต้องติดตาม
- รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 วันที่ 22 ตุลาคม
- ความคืบหน้าโครงการ Future Interceptor ในปี 2027
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน