ราคาน้ำมันพุ่ง 2% หลังเหตุโจมตีซาอุฯ และเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาเป็นปัจจัยหลักดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น แม้จะมีข่าวการเพิ่มอุปทานจากรัสเซีย
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2% ในวันจันทร์ โดยน้ำมันดิบ WTI ซื้อขายที่ 93.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent อยู่ที่ 106.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเกิดเหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียและเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อความมั่นคงของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียที่เพิ่งเริ่มกลับมาดำเนินการ
ปัจจัยกดดันและมุมมองตลาด
Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมัน Brent ในเดือนธันวาคมเป็น 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยระบุว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยบวกต่อราคาถึง 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในขณะเดียวกัน OPEC ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของความต้องการน้ำมันโลกในปี 2026 เหลือเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผลกระทบจากความไม่สงบและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
สถานการณ์อุปทานโลก
แม้จะมีเหตุโจมตี แต่ตลาดได้รับแรงกดดันขาลงบางส่วนจากแผนการเพิ่มอุปทานดีเซลของรัสเซียกว่า 2.25 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดโลก รวมถึงการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานระหว่างรัสเซียและยูเครน แม้จะมีการกล่าวหาว่ามีการละเมิดข้อตกลงเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ผลิตรายใหญ่ในอ่าวเม็กซิโกอย่าง Shell, Chevron และ BP กำลังเร่งฟื้นฟูการผลิตหลังจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคน Isaias ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผลกระทบ เชิงลบ
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลลบต่อต้นทุนพลังงานโลกและสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในวงกว้าง
สิ่งที่ต้องติดตาม
- สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ
- การฟื้นตัวของการผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน