ค่าระวางเรือพุ่งทุบสถิติ หลังความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซกดดันการขนส่งน้ำมัน
กัปตันและลูกเรือได้รับค่าตอบแทนพิเศษสูงลิ่วเพื่อแลกกับการเดินเรือผ่านพื้นที่อันตราย ขณะที่ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงจนกระทบกำไรของโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลก
สรุปข่าว
สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้การขนส่งน้ำมันดิบมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมาก จากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 20,000-50,000 ดอลลาร์ต่อวัน
เพื่อจูงใจให้ลูกเรือยอมเสี่ยงชีวิต เจ้าของเรือต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษหรือ 'เงินเสี่ยงภัย' ให้กัปตันสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมโบนัสเที่ยวละ 50,000 ดอลลาร์ ขณะที่ลูกเรือทั่วไปได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4-6 เท่าจากอัตราปกติ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งโดยรวมสูงขึ้นจนเริ่มกระทบต่อส่วนต่างกำไรของโรงกลั่นน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อต้นทุนและกำไร
ต้นทุนประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามพุ่งสูงถึง 6-10% ของมูลค่าเรือ หรือคิดเป็นเงินสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยวสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันและเทรดเดอร์เริ่มพิจารณาลงทุนซื้อเรือของตนเองเพื่อควบคุมต้นทุน
สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้กำไรของโรงกลั่นน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น Repsol มีส่วนต่างกำไรลดลงจาก 36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 15 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม หากต้นทุนค่าขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ โรงกลั่นอาจจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงในอนาคต
ผลกระทบ เชิงลบ
ต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรของบริษัทในกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลก นอกจากนี้ยังสร้างความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานหากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นจนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานการผลิต
สิ่งที่ต้องติดตาม
- สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ
- แนวโน้มค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมัน
- ส่วนต่างกำไรของโรงกลั่นน้ำมัน
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน