ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งทุบสถิติ กดดันโรงกลั่นเอเชียลดนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐฯ
ค่าเช่าเรือ VLCC พุ่งสูงขึ้นกว่า 300% ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ทำให้ต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ไปยังเอเชียไม่คุ้มทุน
สรุปข่าว
ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติใหม่ ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันในเอเชียเริ่มหันไปหาแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและละตินอเมริกาแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นทำให้การทำกำไรจากการนำเข้า (Arbitrage) ไม่คุ้มค่า
ปัจจุบันค่าเช่าเรือ VLCC สำหรับเส้นทางจากอ่าวเม็กซิโกไปจีนในเดือนพฤศจิกายนพุ่งสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งผลให้โรงกลั่นในเอเชียต้องพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น น้ำมันดิบ Murban จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีต้นทุนการส่งมอบถูกกว่าประมาณ 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยหนุนค่าระวางเรือ
สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นกว่า 300% ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม คือความไร้ประสิทธิภาพในการขนถ่ายน้ำมันแบบ Ship-to-Ship (STS) เพื่อเลี่ยงปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความต้องการขนส่งน้ำมันจากลุ่มน้ำแอตแลนติกมายังเอเชียที่เพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนเรือว่างในตลาดลดลงอย่างมาก
แม้โรงกลั่นบางแห่งจะพยายามเช่าเรือขนาดเล็กอย่าง Aframax เพื่อลดต้นทุน แต่ก็ยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านราคาและปริมาณการขนส่งที่น้อยกว่า ทำให้ผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันได้รับผลกำไรมหาศาลจากสถานการณ์ดังกล่าว ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบ เชิงลบ
ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นกระทบโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นของโรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย และอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดหาน้ำมันดิบในตลาดโลก
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน