ราคาน้ำมันพุ่ง 4% หลัง Trump ปฏิเสธเจรจาอิหร่าน กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง
ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 4% หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งสูงกดดันดัชนีหุ้นหลักให้ปรับตัวลดลง
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Brent Crude อยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ประมาณ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศไม่ต้องการทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง
สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย และปัญหาการผลิตที่ลดลงจากผลกระทบของพายุเฮอริเคนในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งส่งผลให้ภาวะอุปทานตึงตัวขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับเชิงลบต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยดัชนี Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.29% หลัง Christopher Waller ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุมเงินเฟ้อ
นักลงทุนมีความกังวลว่าเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงานจะบีบให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
ผลกระทบ เชิงลบ
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นสร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นโดยรวม
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน