ดีลควบรวมกิจการในสหรัฐฯ ชะลอตัวหนักในไตรมาส 3 มูลค่าลดลงเหลือ 5.35 แสนล้านดอลลาร์
กิจกรรม M&A ทั่วโลกและในสหรัฐฯ ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 ท่ามกลางความกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
สรุปข่าว
กิจกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.35 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากที่เคยคึกคักอย่างมากในช่วงต้นปี
การชะลอตัวดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยกดดัน ทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมและมูลค่าหุ้นในตลาด
ปัจจัยกดดันตลาดดีล
นอกจากเรื่องดอกเบี้ยแล้ว ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน รวมถึงกระแสการชะลอตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรม AI ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาคธุรกิจระมัดระวังการทำดีลมากขึ้น
ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงตลาดหุ้นไอพีโอ (IPO) โดยบริษัทอย่าง Oura, Holtec Nuclear และ Bamboo Insurance ตัดสินใจเลื่อนแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออกไป เนื่องจากสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
มุมมองธนาคารใหญ่
ธนาคารยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทมีมุมมองต่อรายได้จากค่าธรรมเนียมการทำดีลที่แตกต่างกัน โดย Bank of America คาดการณ์รายได้ลดลงอย่างน้อย 10% เมื่อเทียบรายปี ในขณะที่ JPMorgan ยังคงคาดการณ์การเติบโตในระดับเลขสองหลัก
นักวิเคราะห์จาก PwC ระบุว่าแม้ปริมาณงานในท่อ (Pipeline) จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่จำนวนดีลที่ล้มเหลวก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจขนาดกลางได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงจนทำให้การทำธุรกรรมมีความคุ้มค่าน้อยลง
ผลกระทบ เชิงลบ
การชะลอตัวของกิจกรรม M&A ส่งผลลบโดยตรงต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ลดลงจากภาวะดอกเบี้ยสูง
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน