นักลงทุนสหรัฐฯ-จีนยังคงเดินหน้าลงทุนข้ามพรมแดนในกลุ่ม AI แม้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์พุ่ง
เม็ดเงินลงทุนจากทั้งสองฝั่งยังคงไหลเวียนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและชิป แม้รัฐบาลจะพยายามจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของกันและกัน
สรุปข่าว
นักลงทุนสหรัฐฯ และจีนยังคงรักษาสายสัมพันธ์ทางการเงินในอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์อย่างเหนียวแน่น แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะตึงเครียดคล้ายยุคสงครามเย็น ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่าธนาคารวอลล์สตรีททำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นให้บริษัทเทคโนโลยีจีนไปแล้วกว่า 19 ดีล มูลค่ารวม 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้
ในขณะเดียวกัน เม็ดเงินจากจีนยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ของนักลงทุนในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งสูงขึ้น 23% ในรอบปีที่ผ่านมา แตะระดับกว่า 7.5 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมองหาโอกาสในทั้งสองตลาดเพื่อกระจายความเสี่ยง
ความเชื่อมโยงทางการเงินท่ามกลางกำแพงภาษี
แม้สหรัฐฯ จะมีมาตรการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงและควบคุมการลงทุนในภาคส่วน AI ของจีน แต่กฎระเบียบดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Goldman Sachs, Morgan Stanley และ J.P. Morgan ยังคงมีบทบาทสำคัญในการนำบริษัท AI และชิปของจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
นักวิเคราะห์มองว่าความเชื่อมโยงทางการเงินนี้เปรียบเสมือนตาข่ายนิรภัยที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียในการรักษาความสัมพันธ์ให้คงที่ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงมีอยู่หากความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลเสื่อมถอยลงจนนำไปสู่การแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างเด็ดขาดในอนาคต
ผลกระทบ เป็นกลาง
แม้การลงทุนข้ามพรมแดนจะช่วยสร้างผลกำไรให้สถาบันการเงิน แต่ความไม่แน่นอนจากนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันในตลาดเทคโนโลยี
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน