ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ดันราคาดีเซล-เบนซินสหรัฐฯ ทำสถิติใหม่
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสต็อกน้ำมันโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้า
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นและไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย ส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีกเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ โดยราคาดีเซลเฉลี่ยพุ่งแตะ 6.301 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และเบนซินอยู่ที่ 4.355 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ผู้เชี่ยวชาญจาก GasBuddy คาดการณ์ว่าราคาดีเซลอาจขยับขึ้นไปถึง 6.60 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่ปรับค่าเงินเฟ้อแล้ว ขณะที่สต็อกน้ำมันโลกในเดือนสิงหาคมลดลงอีก 95 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ปริมาณสำรองรวมลดลงกว่า 507 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและมุมมองผู้บริหาร
ราคาดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นสร้างความกังวลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้าและเครื่องจักรหนัก ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ระบุว่าราคาดีเซลที่สูงขึ้นเป็นต้นทุนแฝงที่กดดันภาคธุรกิจอย่างหนัก
Mike Wirth ซีอีโอของ Chevron แสดงความเห็นว่าตลาดน้ำมันไม่มีกันชนรองรับเหลืออยู่แล้ว และมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยากที่จะเห็นราคาอ่อนตัวลงในระยะสั้นเนื่องจากปัญหาด้านอุปทานจากทั้งตะวันออกกลางและรัสเซีย
ผลกระทบ เชิงลบ
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและลดกำลังซื้อของผู้บริโภค
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ราคาดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน