Citi เผยภาคธุรกิจทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์จัดการสภาพคล่อง รับมือห่วงโซ่อุปทานผันผวน
รายงานจาก Citi Institute ระบุว่าบริษัทขนาดใหญ่ 72% ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดึงเงินทุนที่จมอยู่ในห่วงโซ่อุปทานออกมาใช้ พร้อมเร่งนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
สรุปข่าว
รายงานล่าสุดจาก Citi Institute เรื่องการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกชี้ให้เห็นว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายจากเส้นทางการค้าที่เปลี่ยนไปและความผันผวนที่กลายเป็นเรื่องปกติ โดยบริษัทกว่า 72% ระบุว่าการนำสภาพคล่องที่ติดค้างอยู่ในระบบกลับมาใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุดในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 66% เมื่อต้นปี 2026
ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง บริษัทต่างๆ กำลังหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสของกระแสเงินสด โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในงานด้านการค้าที่เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวสู่ระดับ 45% เมื่อเทียบกับปี 2024
การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าโลก
แม้จะมีความไม่แน่นอนสูง แต่ข้อมูลจากเครือข่ายการชำระเงินของ Citi แสดงให้เห็นว่าการค้าโลกยังคงเติบโต โดยปริมาณการชำระเงินเพิ่มขึ้น 40% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 50% จากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI
เส้นทางการค้ามีการปรับทิศทางอย่างชัดเจน เช่น การส่งออกยานยนต์ของจีนที่ลดสัดส่วนในอเมริกาเหนือลงเหลือ 13% แต่หันไปเติบโตในแอฟริกาและละตินอเมริกามากขึ้น ขณะที่บราซิลและอาร์เจนตินากลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลักให้กับจีนแทนที่ตลาดเดิม
ผลกระทบ เป็นกลาง
รายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลเชิงวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์การเงินขององค์กรทั่วโลก ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการหรือราคาหุ้นของ Citi ในระยะสั้น แต่สะท้อนถึงบทบาทของธนาคารในการเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการเงินทุนให้แก่ลูกค้าองค์กร
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ดัชนีแรงกดดันห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Pressure Index)
- แนวโน้มการนำ AI มาใช้ในภาคการเงินและห่วงโซ่อุปทาน
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน