Lucid Group เร่งปรับโครงสร้างองค์กร หวังลดรายจ่าย 1.4 พันล้านดอลลาร์
ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Lucid Group กำลังเผชิญความท้าทายทางการเงินอย่างหนัก แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงต่ำ แต่บริษัทยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการทำกำไรก่อนงบไตรมาส 3
สรุปข่าว
Lucid Group (LCID) กำลังเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการครั้งใหญ่เพื่อลดการใช้เงินสดลง 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต การตัดลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และการบริหารจัดการสต็อกรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสถานะทางการเงินของบริษัท หลังจากรายงานงบไตรมาส 2 พบว่าบริษัทมีกระแสเงินสดอิสระติดลบสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์ แม้จะมีรายได้เติบโตขึ้น 56% อยู่ที่ 405 ล้านดอลลาร์ก็ตาม
ความคืบหน้าแผนฟื้นฟู
กลยุทธ์การปรับตัวของบริษัทประกอบด้วยการลดสต็อกรถยนต์เพื่อดึงเงินสดกลับมา 600-800 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ และลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานอีก 200 ล้านดอลลาร์
สัญญาณบวกเริ่มปรากฏให้เห็นในไตรมาส 3 เมื่อบริษัทมียอดส่งมอบรถยนต์ 3,806 คัน ซึ่งสูงกว่ายอดผลิตที่ 2,954 คัน สะท้อนว่าบริษัทกำลังระบายสต็อกเดิมออกได้สำเร็จ แม้ตัวเลขยอดส่งมอบโดยรวมจะยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็ตาม
โอกาสจากธุรกิจ Robotaxi
นอกเหนือจากการขายรถยนต์ส่วนบุคคล Lucid กำลังผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับร่วมกับ Uber Technologies และ Nuro โดยมีข้อตกลงร่วมกันในการจัดหารถยนต์สำหรับบริการ Robotaxi อย่างน้อย 35,000 คัน
แม้จะเป็นโอกาสเติบโตในระยะยาว แต่โครงการนี้ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาและพิสูจน์ความสามารถในการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ซึ่งยังไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องในระยะสั้นของบริษัทได้ในทันที
มุมมองนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีทให้คำแนะนำ "ถือ" (Hold) สำหรับหุ้น LCID โดยมองว่าราคาหุ้นที่ระดับ 3 ดอลลาร์ไม่ได้หมายความว่าหุ้นมีราคาถูกเกินไป เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเรื่องการขาดทุนต่อเนื่องและการเพิ่มทุนที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิม
บริษัทระบุว่ามีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการดำเนินงานไปจนถึงปี 2027 แต่ความสำเร็จของแผนฟื้นฟูจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการที่จะรายงานในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ ว่าสามารถลดการเผาเงินสดได้ตามเป้าหมายหรือไม่
ผลกระทบ เป็นกลาง
แม้บริษัทจะมีแผนลดต้นทุนที่ชัดเจนและเริ่มระบายสต็อกได้ แต่สถานะทางการเงินที่ยังขาดทุนหนักและกระแสเงินสดติดลบยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นที่สำคัญ ทำให้นักลงทุนยังคงรอดูผลประกอบการจริงก่อนตัดสินใจลงทุน
สิ่งที่ต้องติดตาม
- รายงานงบการเงินไตรมาส 3 วันที่ 9 พฤศจิกายน
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน