Edwards Lifesciences เผยผลวิจัย TAVR เหนือกว่าการเฝ้าระวังในผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจตีบ
ผลการทดลอง PROGRESS ชี้การเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะหัวใจล้มเหลวได้ดีกว่าการติดตามอาการทั่วไป
สรุปข่าว
Edwards Lifesciences ประกาศผลการทดลองทางคลินิก PROGRESS ซึ่งเปรียบเทียบการรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบระดับปานกลาง (Moderate AS) ระหว่างการทำหัตถการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVR) กับการเฝ้าระวังทางคลินิก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ทำ TAVR มีอัตราการเสียชีวิตหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวลดลงถึง 33% ในช่วงเวลา 2 ปี
การศึกษานี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรักษา เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ป่วยกลุ่มนี้มักถูกจัดการด้วยการเฝ้าระวังอาการเพียงอย่างเดียว แต่ข้อมูลใหม่ชี้ให้เห็นว่าการแทรกแซงเชิงรุกช่วยป้องกันการเสื่อมถอยของสุขภาพและลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้มากกว่า 50%
นัยสำคัญต่อการรักษา
ผลวิจัยระบุว่าผู้ป่วยที่ใช้วิธีเฝ้าระวังอาการมีการดำเนินของโรคไปสู่ระดับรุนแรงเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยกว่า 57% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องเข้ารับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจภายใน 2 ปี ซึ่งส่งผลให้ความซับซ้อนในการรักษาเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับการทำ TAVR ยังรายงานคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใน 30 วันหลังการรักษา ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในงานประชุม TCT 2026 และตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The New England Journal of Medicine ซึ่งช่วยยืนยันถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีจาก Edwards Lifesciences ในการจัดการโรคหัวใจเชิงรุก
ผลกระทบ เชิงบวก
เป็นผลดีต่อบริษัทเนื่องจากผลวิจัยสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ TAVR ในกลุ่มผู้ป่วยที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยขยายฐานตลาดและตอกย้ำความเป็นผู้นำในนวัตกรรมหัวใจโครงสร้าง
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน