กลุ่มฮูตีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันซาอุฯ ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
เหตุโจมตีท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียส่งผลกระทบต่อกำลังการส่งออกน้ำมันดิบ 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางความกังวลด้านอุปทานตึงตัว
สรุปข่าว
เกิดเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี ส่งผลให้เกิดไฟไหม้บริเวณท่อส่งน้ำมัน East-West ซึ่งมีกำลังการขนส่งสูงถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหตุการณ์นี้ทำให้ตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางที่อาจหายไปจากระบบถึง 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent พุ่งแตะระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเกรดตะวันออกกลางอย่าง Murban และ Oman ปรับตัวสูงขึ้นถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหนักในช่วงกลางเดือนกันยายน 2026
ผลกระทบต่อกำลังการผลิตและตลาด
ซาอุดีอาระเบียรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือนสิงหาคมลดลงเหลือ 6.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1990 โดยลดลงถึง 1.9 ล้านบาร์เรลจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการหยุดชะงักของเส้นทางการส่งออก
สถานการณ์นี้ยังส่งผลให้โรงกลั่นในเอเชียเริ่มเรียกร้องให้ Saudi Aramco เปลี่ยนเกณฑ์การอ้างอิงราคาน้ำมันดิบจาก Dubai มาเป็น ICE Brent แทน เนื่องจากความไม่แน่นอนของอุปทานในช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของดัชนีราคาเดิม
แนวโน้มพลังงานโลก
IEA ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ความต้องการใช้ถ่านหินทั่วโลกในปี 2026 ขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.94 พันล้านตัน เนื่องจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้หลายประเทศหันกลับมาใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น
ในขณะเดียวกัน สต็อกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะต่ำสุดในรอบ 23 ปี โดยคาดว่าจะลดลงต่ำกว่า 100 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกพุ่งทะลุ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ผลกระทบ เชิงลบ
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันโดยตรงทำให้อุปทานตึงตัวและดันราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อต้นทุนการผลิตและเงินเฟ้อทั่วโลก
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ความคืบหน้าการซ่อมแซมท่อส่งน้ำมัน East-West
- ราคา ICE Brent และน้ำมันดิบเกรดตะวันออกกลาง
- รายงานสต็อกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน