ราคาน้ำมันโลกพุ่งต่อเนื่อง รับความเสี่ยงเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ท่ามกลางความกังวลด้านอุปทานจากเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนธันวาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.20 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 116.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้น 1.37 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 103.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันมีแนวโน้มปิดบวกรายเดือนราว 11-14% จากความกังวลเรื่องอุปทานตึงตัว
สาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 8 ทำให้ตลาดกังวลว่าจะเกิดการยกระดับความรุนแรงในอนาคตอันใกล้
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงาน
กลุ่มบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เริ่มปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดย ExxonMobil และ Chevron ได้ยกเลิกแผนการเดินทางของผู้บริหารไปร่วมงานแสดงสินค้าพลังงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในสัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ กลุ่มกบฏฮูตีได้อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีสถานที่สำคัญของ Saudi Aramco ในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura และ Rabigh ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความกังวลเรื่องเสถียรภาพของแหล่งผลิตน้ำมันในภูมิภาค
มุมมองต่อแนวโน้มราคา
นักวิเคราะห์จาก Saxo Bank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะมีความผันผวนสูงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากปัจจัยการเลือกตั้งในอิสราเอลและการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
แม้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงในอนาคต แต่คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงซื้อขายในกรอบที่สูงขึ้นระหว่าง 70-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดสงครามที่ 60-70 ดอลลาร์ เนื่องจากความจำเป็นในการเติมสต็อกน้ำมันและความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นใหม่
ผลกระทบ เชิงบวก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลบวกโดยตรงต่อรายได้และกำไรของบริษัทในกลุ่มสำรวจและผลิตน้ำมัน แม้จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม
สิ่งที่ต้องติดตาม
- สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ
- การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
- ความเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏฮูตีต่อแหล่งผลิตน้ำมัน
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน