ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและกระทบเส้นทางขนส่งทางเรือ
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยทั้ง Brent และ WTI มีแนวโน้มปิดสัปดาห์เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม โดย Brent ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 108.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ 103.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยหลักมาจากความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันหยุดชะงัก หลังกลุ่มฮูตีเข้ายึดท่าเรือในเยเมนและมีการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อและกระทบต่อการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ
ผลกระทบต่อราคาพลังงานในสหรัฐฯ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน รวมถึงการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซีย ส่งผลให้ราคาดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรก
นักวิเคราะห์จาก IG คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังคงบานปลาย มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบ WTI จะกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 119.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง
ผลกระทบ เชิงลบ
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นปัจจัยลบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งทั่วโลก ซึ่งอาจกดดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สิ่งที่ต้องติดตาม
- สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ
- ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของจีน
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน