ราคาน้ำมันพุ่งกดดันตลาดหุ้นและพันธบัตรโลก นักลงทุนกังวลเงินเฟ้อพุ่ง
ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลกผันผวนและตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงอย่างหนัก
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้น 6% แตะระดับ 109.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบในเยเมนที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง สถานการณ์ดังกล่าวจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งรวมถึง Fed อาจต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมราคา
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวเข้าใกล้ระดับ 5% ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลดลงถ้วนหน้า โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นร่วงลง 2.8% และ KOSPI ของเกาหลีใต้ลดลง 2.7% นักวิเคราะห์จาก JPMorgan คาดการณ์ว่าธนาคารกลางในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งบีบให้ตลาดต้องปรับราคาพันธบัตรใหม่เพื่อสะท้อนนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่มีการประเมินมูลค่าสูงในตลาดเอเชีย
นักลงทุนกำลังจับตาดูข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนสิงหาคมอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมสัปดาห์หน้า หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดการณ์ อาจยิ่งกดดันให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้น
ผลกระทบ เชิงลบ
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและบีบให้ธนาคารกลางต้องคงนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรเนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน