นักลงทุนรายย่อยสหรัฐฯ ลดบทบาทในตลาดหุ้นต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก Goldman Sachs ชี้ปริมาณการซื้อขายของรายย่อยลดลงกว่า 40% จากปลายปี 2025 โดยหันไปสนใจตลาดคาดการณ์และ ETF ที่มีเลเวอเรจแทน
สรุปข่าว
ปริมาณการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนรายย่อยในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนเพียง 9% ของปริมาณการซื้อขายรวม ลดลงจาก 15% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2020
ปัจจัยกดดันหลักมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อยไม่ได้ออกจากตลาดไปทั้งหมด แต่เปลี่ยนพฤติกรรมไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ETF ที่มีเลเวอเรจและตลาดคาดการณ์ผลลัพธ์ (Prediction Markets) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ภาพรวมตลาดหุ้นท่ามกลางกระแสรายย่อยลดลง
แม้การมีส่วนร่วมของรายย่อยจะลดลง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงทำผลงานได้ดีในปีนี้ โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ให้ผลตอบแทนระดับเลขสองหลักที่ประมาณ 12-13%
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และชิปประมวลผล ข้อมูลจาก Federal Reserve ระบุว่าภาคครัวเรือนยังคงเป็นเจ้าของสินทรัพย์หุ้นส่วนใหญ่และมีการซื้อสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 8.4 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
ผลกระทบ เป็นกลาง
การลดลงของรายย่อยสะท้อนความระมัดระวังของผู้บริโภค แต่ตลาดโดยรวมยังคงแข็งแกร่งจากแรงซื้อของสถาบันและเม็ดเงินลงทุนใน AI จึงไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อภาพรวมตลาดหุ้น
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ข้อมูลปริมาณการซื้อขายรายย่อยรายเดือน
- กระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุนรวมและ ETF
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน