ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังกลุ่มฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบีย
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงักในตะวันออกกลาง
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายวันพฤหัสบดี หลังจากกลุ่มฮูตีทำการโจมตีหลายเป้าหมายในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรวมถึงสนามบินพลเรือนในเมืองดัมมามและแหล่งน้ำมัน ส่งผลให้มีความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างและกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ส่งผลให้น้ำมันดิบฟิวเจอร์สเบรนต์ปรับขึ้น 1.93 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 110.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI เพิ่มขึ้น 1.43 ดอลลาร์ สู่ระดับ 98.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านระบุว่า เรือหลายลำถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์ลดลง 3.06 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 412.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เตรียมปล่อยสำรองน้ำมันฉุกเฉินเพื่อพยายามควบคุมราคาที่พุ่งสูงขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนดีเซล
ความคืบหน้าด้านการทูต
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้หารือร่วมกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการยุติสงครามในยูเครน โดยทางเครมลินระบุว่าปูตินเห็นชอบที่จะกลับมาร่วมการเจรจาสันติภาพที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางกับยูเครนในเดือนหน้า ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนแสดงความสนับสนุนและหวังว่าการเจรจาจะเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด
ผลกระทบ เชิงบวก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เนื่องจากคาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรจากการขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก
สิ่งที่ต้องติดตาม
- การเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนในเดือนหน้า
- สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- รายงานสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน