Malaysia Aviation Group เล็งเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้โดยสาร รับมือต้นทุนน้ำมัน SAF
ผู้บริหาร Malaysia Aviation Group เผยอาจจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ให้ผู้โดยสารผ่านการเก็บภาษีเพิ่ม
สรุปข่าว
Nasaruddin A. Bakar ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Malaysia Aviation Group เปิดเผยว่าบริษัทกำลังพิจารณาแนวทางเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้โดยสาร เพื่อชดเชยต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่มีราคาสูงกว่าน้ำมันปกติมาก โดยระบุว่าอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายในการลดการปล่อยคาร์บอนท่ามกลางข้อจำกัดด้านราคาและปริมาณการผลิต SAF
ปัจจุบัน SAF มีสัดส่วนการใช้งานทั่วโลกไม่ถึง 1% ของน้ำมันอากาศยานทั้งหมด แม้จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 65% ก็ตาม ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ประกาศบังคับใช้ภาษีการบินสีเขียวอย่างเป็นทางการโดยจะมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 เป็นต้นไป
แนวทางจัดการต้นทุน
ผู้บริหารระบุว่าบริษัทกำลังพิจารณาทุกทางเลือกเพื่อความอยู่รอด โดยเน้นย้ำว่าการผลักภาระต้นทุนทั้งหมดให้ผู้โดยสารอาจทำให้การเดินทางทางอากาศไม่น่าสนใจและกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะนี้กลุ่มบริษัทกำลังเร่งปรับปรุงฝูงบินด้วยการสั่งซื้อ Airbus A330neo จำนวน 40 ลำ และ Boeing 737 MAX จำนวน 55 ลำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง
นอกจากต้นทุน SAF แล้ว สายการบินยังต้องรับมือกับราคาเชื้อเพลิงปกติที่ผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งจำกัดความสามารถในการปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้บริษัทเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลและซัพพลายเออร์ร่วมมือกันเพื่อลดราคา SAF ในระยะยาว
ผลกระทบ เชิงลบ
การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางของผู้โดยสารและเพิ่มภาระต้นทุนให้กับสายการบินในภาวะที่การแข่งขันสูงและราคาเชื้อเพลิงมีความผันผวน
สิ่งที่ต้องติดตาม
- นโยบายภาษีสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลมาเลเซีย
- ความเคลื่อนไหวการเก็บภาษี SAF ในภูมิภาคเอเชีย
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน