นักวิเคราะห์เตือนราคาน้ำมันดิบเสี่ยงพุ่งแรง เหตุตลาดตึงตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ราคาพลังงานมีแนวโน้มยืนระดับสูงต่อเนื่องจากอุปทานที่ตึงตัวและปัญหาการขนส่ง โดยคาดว่าระดับราคาพื้นฐานใหม่จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สรุปข่าว
Neal Dingmann นักวิเคราะห์จาก William Blair ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบมีโอกาสเกิดภาวะราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง (Super Spike) เนื่องจากตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับภาวะอุปทานตึงตัวอย่างหนัก ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบซื้อขายใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิหร่านและต้นทุนการขนส่งที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ ประกอบกับมาตรการระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ ที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1982 อาจไม่เพียงพอต่อการบรรเทาผลกระทบในระยะยาว
แนวโน้มราคาและผลกระทบต่อผู้ผลิต
นักวิเคราะห์มองว่าราคาน้ำมันมีฐานราคาใหม่ที่สูงขึ้น โดยค่าเฉลี่ยกลางรอบวัฏจักรที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ขยับขึ้นมาเป็น 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีโอกาสเห็นราคาพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ได้บ่อยครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลดีต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทำกำไรและกระแสเงินสดอิสระได้สูงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องจากไตรมาสที่สอง โดยคาดว่าจะเห็นสถิติใหม่ในไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้
มุมมองที่แตกต่างในตลาด
ในขณะที่ฝั่งผู้ผลิตมองว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้น แต่ Goldman Sachs มีมุมมองที่ระมัดระวังกว่า โดยปรับเป้าหมายราคาน้ำมันดิบ Brent ในเดือนธันวาคมไว้ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ธนาคารมองว่าราคาจะพุ่งไปถึง 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือมีการโจมตีเส้นทางการเดินเรือที่รุนแรงขึ้นกว่าปัจจุบันเท่านั้น
ผลกระทบ เชิงบวก
ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงส่งผลบวกโดยตรงต่อรายได้และกระแสเงินสดของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนผ่านผลประกอบการที่ทำสถิติใหม่
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- รายงานผลประกอบการกลุ่มพลังงาน
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน