ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ รับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ขยับใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น
สรุปข่าว
ตลาดการเงินสหรัฐฯ อยู่ในภาวะระมัดระวังตัวเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ และเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากการโจมตีในซาอุดีอาระเบียและการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง เป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นและสร้างความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงโดย Nasdaq ลดลง 0.3% และ S&P 500 ลดลง 0.6% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับเข้าใกล้ระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ
ในขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
ประเด็นการค้าระหว่างประเทศ
มาตรการตอบโต้ทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาเริ่มมีผลบังคับใช้ โดยมีการเก็บภาษี 15% ถึง 50% ในสินค้าหลายประเภทมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์
ความขัดแย้งนี้ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้ รวมถึงการขู่ใช้มาตรการภาษีรถยนต์เพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน
ผลกระทบ เชิงลบ
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยลบต่อต้นทุนการผลิตและต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวม
สิ่งที่ต้องติดตาม
- ดัชนีภาคการผลิตของญี่ปุ่น (กันยายน)
- ตัวเลขเงินเฟ้อ PPI และ CPI ของจีน (สิงหาคม)
- ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน