สต็อกน้ำมันโลกอยู่ในระดับต่ำ เสี่ยงดันราคาพุ่งหากเกิดวิกฤตซัพพลายซ้ำ
ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมพลังงานเตือนว่า ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกที่ลดลงอย่างมากทำให้ตลาดเปราะบางต่อความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สรุปข่าว
วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่แปด ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกถูกใช้ไปจนเกือบหมดสิ้น ทำให้ตลาดไม่มีกันชนรองรับหากเกิดเหตุการณ์กระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันอีก
แม้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดจะยังคงไหลเวียนอยู่ แต่การขนส่งเชื้อเพลิงสำเร็จรูปกลับถูกจำกัดอย่างหนักจากปัญหาเส้นทางเดินเรือและต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยืนระดับสูงต่อเนื่องและมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวขึ้นได้ทุกเมื่อหากเกิดเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
สถานการณ์สต็อกน้ำมันโลก
Amin Nasser ซีอีโอของ Saudi Aramco ระบุว่าโลกเริ่มเข้าสู่วิกฤตด้วยสต็อกน้ำมันเกือบ 1 หมื่นล้านบาร์เรล แต่ปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึง 6 พันล้านบาร์เรล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงเนื่องจากข้อจำกัดด้านการปฏิบัติงาน
ด้าน Russell Hardy ซีอีโอของ Vitol Group เตือนว่าหากการขนส่งน้ำมันผ่านตะวันออกกลางหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากประเทศตะวันตกไม่มีสต็อกเหลือเพียงพอที่จะนำมาใช้บรรเทาผลกระทบได้อีกต่อไป
มุมมองผู้บริหาร
Mike Wirth ซีอีโอของ Chevron กล่าวในงาน Energy Intelligence Forum ว่าระบบพลังงานโลกมีความอ่อนไหวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยทุกครั้งที่เกิดความกังวลด้านซัพพลาย ราคาพื้นฐานของน้ำมันจะถูกขยับสูงขึ้นกว่าเดิม
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมต่างเห็นตรงกันว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดตึงตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการที่กลุ่ม G7 ประกาศระบายน้ำมันสำรอง 100 ล้านบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถกดดันราคาให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้ เนื่องจากตลาดกังวลว่ากันชนที่เหลืออยู่จะถูกใช้จนหมดไปอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบ เชิงลบ
ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงและมีความเสี่ยงที่จะพุ่งขึ้นอีกเป็นปัจจัยลบต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งอาจกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม
หุ้นที่เกี่ยวข้อง
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยกองบรรณาธิการ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน